• รัชกาลที่10 ทรงพระเจริญ

ความห่วงใยจากแพทย์ผิวหนังและอาจารย์เคมี ต่อการใช้ผลิตภัณฑ์ทากันยุงให้ปลอดภัย

 nunews9102560 5

 

         ปัญหายุงชุมและถูกยุงกัด คงอาจจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจนชินในความรู้สึกคือตบตีให้มันตายและก็จบไป แต่บางส่วนก็สามารถลดปัญหานี้ได้จากการหาตัวช่วยด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ทากันยุงที่มีให้เลือกตามความชอบใจ 

girl

         ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิภารัตน์ เชื้อชวด ชัยสิทธิ์  อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี  คณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยนเรศวร  เล่าให้ฟังว่า  ผลิตภัณฑ์ทากันยุงมีสารที่เป็นส่วนประกอบอยู่หลายกลุ่มดังนั้นต้องใช้ด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะสารในกลุ่มของ DEET แต่ในปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์ทากันยุงที่สกัดจากธรรมชาติถือว่ามีความปลอดภัยต่อผู้ใช้  ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม  แต่ออกฤทธิ์ได้นานประมาณ 20 นาที 

         “ยากันยุงค้นพบมานานเป็นเวลา 100 ปีแล้ว  พร้อมๆ กับสารกำจัดศัตรูพืช  ซึ่งผลิตภัณฑ์กันยุงมีสารที่เป็นส่วนประกอบอยู่หลายกลุ่ม  เช่น  กลุ่มของไพรีทรอยด์  กลุ่มของไดเอทธิลโทลูเอไมด์ (DEET : Diethyltoluamide) กลุ่มของไดเมทิล พทาเลต (Dimethyl phthalate), เอทิลบิวทิลอเซติลามิโนโพรพิโนเอต (Ethyl butylacetylamino propionate) ซึ่งสารเคมีกลุ่มนี้อันตราย  ดังนั้นต้องใช้ด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะสารในกลุ่มของ DEET แต่ในปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์กันยุงที่สกัดจากธรรมชาติ 
เช่น  ตะไคร้หอม ยูคาลิปตัส กระเทียม น้ำมันสะเดาและมะกรูด เป็นต้น 

         สารสกัดจากธรรมชาติข้อดีก็คือมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้  ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม  แต่มีข้อเสียที่ระยะเวลาในการออกฤทธิ์สั้นประมาณ 20 นาที  ดังนั้น  จึงต้องทาบ่อยๆ ทุกๆ  30  นาที  หรือมุมห้องตามบ้านเรือนสามารถนำกระเทียม  พริกไทย  ไปโรยตามมุมห้อง  ตามที่อับชื้นหรือที่มืดก็สามารถช่วยกันยุงได้เพราะยุงจะไม่ชอบกลิ่น” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิภารัตน์ กล่าว

drprsthep

         ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ประทีป  วรรณิสสร อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวเตือนว่า สารที่อยู่ในผลิตภัณฑ์กันยุงบางตัวหากใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้  และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี

         “สารที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ทากันยุงมีอยู่หลายตัว ตัวที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ก็อาจจะเป็นสารบางตัว  ซึ่งการหากทามากจนเกินไป  ก็มีโอกาสเกิดการแพ้เป็นลักษณะผื่นระคายเคือง ผื่นคัน และมีอาการแสบ หรือเด็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์นำเข้าไปกินก็อาจจะมีปัญหาได้  ดังนั้น  ควรใช้ตามคำแนะนำของผู้ผลิตโอกาสแพ้ก็จะมีน้อย

         จากรายงานพบว่า  มีข้อมูลขององค์การอาหารและยา  ประเทศสหรัฐอเมริกา  ระบุว่า  ห้ามใช้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี  รายงานบางชิ้นก็บอกว่า 3 ปี  อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากว่าในการศึกษาดังกล่าวยังคงมีปัญหาในระหว่างการศึกษากับสัตว์ทดลอง  ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยให้ใช้ในเด็กที่อายุ  2  ปีขึ้นไป 
หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ทากันยุงที่พบในท้องตลาดก็เขียนคำแนะนำไว้เช่นเดียวกันว่าไม่ควรใช้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี 

         อีกกรณีหนึ่งในกลุ่มของเด็กเล็กเวลาที่เราทาผลิตภัณฑ์กันยุงทำให้เกิดการดูดซึมได้ง่าย  และพื้นที่ทาผิวจะค่อนข้างกว้างถึงแม้ว่าเราจะทาไปไม่มากแต่ก็จะดูดซึมไปได้เยอะโอกาสที่จะเกิดปัญหาก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้  สุดท้ายแล้วหากมองในความเป็นจริงเรายังไม่ควรพาเด็กเล็กออกไปข้างนอกบ้านเพื่อไม่ให้เสี่ยงกับยุงกัดก็น่าจะเพียงพอแล้ว” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ประทีป  กล่าวเตือน

         นอกจากนี้  การใช้ผลิตภัณฑ์ทากันยุงไม่ควรทาบริเวณที่มีบาดแผล  เพราะสารต่างๆ  อาจจะซึมเข้าทางบาดแผลได้

         “เมื่อทาแล้วอาจจะมีปริมาณการซึมได้ง่ายและสะดวกขึ้น  แต่ด้วยผิวหนังของเรามีปราการผิวที่ค่อนข้างแข็งแรงมาก โอกาสที่สารต่างๆ จะมีการดูดซึมค่อนข้างยาก ซึ่งถ้ามีการดูดซึมทางบาดแผลการดูดซึมก็อาจจะง่ายขึ้นรวมถึงการติดเชื้อก็มีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้นด้วยเช่นเดียวกันซึ่งในแต่ละคนจะมีผลที่แตกต่างกัน ดังนั้น ถ้ามีบาดแผลก็ไม่ควรที่จะทายาใดๆ หากการทายาเหล่านั้นไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

         ยุงเป็นพาหะนำไปสู่โรคต่างๆ อยู่หลายโรค เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย หรือในผู้ที่แพ้ยุง แพ้แมลงกัดการหลีกเลี่ยงถือว่าเป็นวิธีที่ดี  แต่เมื่อใดก็ตามที่เรามีความจำเป็นต้องออกไปนอกสถานที่ก็ขอให้นึกถึงการใส่เสื้อผ้าให้มิดชิดด้วยการใส่เสื้อแขนยาว  ขายาวช่วยปกปิดร่างกายเสียก่อน  และจึงใช้ผลิตภัณฑ์ทากันยุงทาในปริมาณและในพื้นที่ที่มีความจำเป็น รวมถึงใช้ตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์นั้นๆ อย่างเคร่งครัด” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ประทีป  กล่าว

         “การซึมผ่านผิวหนัง สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ดังนั้น การใช้ยากันยุงชนิดทาที่เป็นที่นิยมไม่ควรทาบริเวณที่มีบาดแผลหรือรอยผื่นคัน เพราะมีโอกาสที่สารเคมีจะซึมผ่านเข้าไปได้  รวมถึงหลีกเลี่ยงการทาบริเวณปาก  บริเวณตา 

          และอย่าให้เด็กใช้ผลิตภัณฑ์ด้วยตนเอง ผู้ปกครองควรเป็นผู้ดูแลทาให้เด็ก เพราะหากให้เด็กทาเองมีโอกาสที่เด็กจะนำมือที่ทาเล่นเข้าปากตัวเองได้  และที่สำคัญปริมาณการใช้ไม่ต้องมากไม่ต้องทาให้หนาเพราะไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิการไล่ยุงได้อีกทั้งก็จะมีโอกาสซึมเข้าไปในผิวหนังได้เช่นกัน” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.วิภารัตน์ กล่าว

 

ขอขอบคุณผู้ให้สัมภาษณ์

- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ประทีป  วรรณิสสร
อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิภารัตน์ เชื้อชวด ชัยสิทธิ์
อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี  คณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยนเรศวร

บทความโดย งานประชาสัมพันธ์  กองกลาง  สำนักงานอธิการบดี  มหาวิทยาลัยนเรศวร